สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ชลบุรี
Responsive image

สคร.6 ชลบุรี เผย พื้นที่เขตฯ 6 หรือภาคตะวันออก พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคฝีดาษวานร รายที่ 2 ของประเทศ หากมีอาการสงสัยให้รีบไปพบแพทย์

สคร.6 ชลบุรี เผย พื้นที่เขตฯ 6 หรือภาคตะวันออก พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคฝีดาษวานร รายที่ 2 ของประเทศ หากมีอาการสงสัยให้รีบไปพบแพทย์

          สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ชลบุรี เผยสถานการณ์ "โรคฝีดาษวานร" ข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2567 ที่ผ่านมามีการตรวจพบผู้ติดเชื้อฝีดาษวานร หรือ โรคฝีดาษลิง เพิ่มขึ้นเป็นระยะ และเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องเฝ้าระวัง พร้อมป้องกัน ลดเสี่ยง ลดโรค หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า หากมีอาการสงสัยให้รีบไปพบแพทย์ตรวจรักษาทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการป่วยรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี

         แพทย์หญิงลานทิพย์ เหราบัตย์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ชลบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคฝีดาษวานร ปี 2567 เขตพื้นที่สุขภาพที่ 6 หรือภาคตะวันออกพบผู้เสียชีวิต จากโรคฝีดาษวานร จำนวน 1 ราย เป็นเพศชาย อายุ 54 ปี ถือเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 1 และเป็นรายที่ 2 ของประเทศ จากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้เสียชีวิตมีประวัติการติดเชื้อ HIV และซิฟิลิส ร่วมด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์โรคฝีดาษวานรในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 6 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 2 มิถุนายน 2567 พบผู้ป่วยโรคฝีดาษวานร จำนวน 19 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ***ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อส่วนใหญ่จากการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า ขณะที่สถานการณ์โรคฝีดาษวานรในประเทศไทย ตั้งแต่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในเดือนกรกฎาคม 2565 จนถึง วันที่ 2 มิถุนายน 2567 พบเสียชีวิต 11 ราย ผู้ติดเชื้อรวม 794 ราย พบมากในกลุ่มอายุ 30 - 39 ปี จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร ระยอง และชลบุรี

           อาการของโรค แบ่งเป็นสองระยะ ระยะแรกหรือระยะก่อนผื่น มักมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว
ต่อมน้ำเหลืองโต บางรายมีอาการไอ เจ็บคอ โดยอาการต่อมน้ำเหลืองโตถือเป็นลักษณะเด่นที่ทำให้แยกจากโรคไข้ออกผื่นชนิดอื่นๆได้ ต่อมาจะเข้าสู่ระยะที่สองหรือระยะออกผื่น ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นหลังอาการไข้ 1-3 วัน ลักษณะของผื่นจะเริ่มจากผื่นแดงราบ ผื่นแดงนูน ตุ่มน้ำ และตุ่มหนองตามลำดับ จากนั้นจะตกสะเก็ดแห้งและหลุดลอกออกเอง โดยบริเวณที่พบผื่นส่วนใหญ่จะพบมากที่ใบหน้า แขนขา ฝ่ามือฝ่าเท้า มากกว่าบริเวณลำตัวบางรายอาจมีผื่นบริเวณเยื่อบุช่องปาก อวัยวะเพศ และเยื่อบุตาได้ ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มมีอาการไข้ มีผื่นจนกระทั่งสะเก็ดหลุดลอกออกทั้งหมด โดยทั่วไปโรคฝีดาษวานรจะหายได้เองใน 2-4 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยที่อายุน้อยหรือภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีอาการรุนแรงและมีภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนปอดอักเสบ สมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ติดเชื้อในกระจกตา โอกาสเสียชีวิตจากโรคฝีดาษวานรประมาณ 3-6% ในประชาชนทั่วไป และผู้ป่วยเด็กจะมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ใหญ่

            ***************************

ข้อมูลอ้างอิง : รายงานการเฝ้าระวังโรค 506 กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค /ศูนย์พัทยารักษ์  

วันที่ 7 มิถุนายน 2567


ข่าวสารอื่นๆ