กรมควบคุมโรค
<p><strong>กลุ่มระบาดวิทยาโรคติดต่อ</strong></p> <p>โรคอาหารเป็นพิษเป็นคำกว้างๆ ที่ใช้อธิบายถึงอาการป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหาร หรือน้ำที่มีการปนเปื้อน สาเหตุอาจเกิดจากการปนเปื้อนของสารเคมี หรือโลหะหนัก ที่พบว่าเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษได้บ่อยครั้งได้แก่</p> <ul> <li>สารพิษของแบคทีเรีย ที่เจริญเติบโตในอาหารก่อนการบริโภค เช่นสารพิษของเชื้อ&nbsp;<span class="Italic">V.parahaemolyticus, Clostridium botulinum , Staphylococcus aureus, Bacillus cereus&nbsp;</span>หรือผลิตสารพิษในลำไส้เมื่อบริโภคเข้าไป เช่น&nbsp;<span class="Italic">Clostridium perfringens</span></li> <li>จากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือ พยาธิ เช่น อุจจาระร่วงสาเหตุจาก&nbsp;<span class="Italic">Escherichia coli</span>, salmonellosis, shigellosis, viral gastroenteritis, trichinosis ฯลฯ</li> <li>สารพิษจากสาหร่ายบางสายพันธ์ (harmful algae species) เช่น ciguatera fish poisoning, paralytic shellfish poisoning ฯลฯ) หรือพิษปลาปักเป้า</li> </ul> <p>การระบาดของโรคอาหารเป็นพิษ พบได้จากการที่คนจำนวนมากรับประทานอาหารร่วมกัน และมีอาการอย่างรวดเร็วหลังจากรับประทานอาหารแล้ว การเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยละเอียดและทันท่วงที เป็นส่วนสำคัญในการสอบสวนโรค ผู้ป่วยเพียงรายเดียว อาจจะยากในการค้นหาสาเหตุ ยกเว้น botulism ที่มีอาการทางคลินิกที่เด่นชัด โรคอาหารเป็นพิษอาจจะเป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากในการป่วยเฉียบพลัน แต่การรายงานผู้ป่วยและการระบาดของโรคยังต่ำกว่าความเป็นจริงมาก</p> <p><strong>VIBRIO PARAHAEMOLYTICUS</strong></p> <p><strong>1. ลักษณะโรค</strong>&nbsp;มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำและปวดมวนท้องรุนแรงเป็นส่วนใหญ่ บางครั้ง มีคลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้และปวดศีรษะ บางครั้งมีอาการคล้ายเป็นบิด ถ่ายอุจจาระปนเลือด หรือเป็นมูก ไข้สูง และมีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูง เป็นโรคที่ไม่ค่อยรุนแรง มีระยะเวลาดำเนินโรค 1-7 วัน การติดเชื้อในระบบอื่นของร่างกายและการตายพบได้น้อยมาก</p> <p><strong>2. การวินิจฉัยโรค</strong>&nbsp;โดยการแยกเชื้อได้จากอุจจาระผู้ป่วยบนอาหารเลี้ยงเชื้อเฉพาะ</p> <p><strong>3. สาเหตุ&nbsp;</strong><span class="Italic">Vibrio parahaemolyticus</span>&nbsp;ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ชอบเกลือเข้มข้นสูงในการเจริญเติบโต (halophilic vibrio) มีแอนติเจนโอ (&quot;O&quot; antigen) ต่างกัน 12 ชนิด และมีแอนติเจนเค (&quot;K&quot; antigen) ที่ตรวจได้แล้วในขณะนี้ 60 ชนิด</p> <p><strong>4. วิธีติดต่อ</strong>&nbsp;โดยการกินอาหารทะเลที่ดิบหรือที่ปรุงไม่สุกพอ หรือกินอาหารอื่นที่มีการปนเปื้อนอาหารทะเลดิบ หรือล้างด้วยน้ำทะเลที่ปนเปื้อนเชื้อนี้</p> <p><strong>5. ระยะฟักตัว&nbsp;</strong>ปกติ 12-24 ชั่วโมง หรืออยู่ในช่วง 4-30 ชั่วโมง</p> <p><strong>6. ระยะติดต่อ</strong>&nbsp;ไม่ติดต่อจากคนสู่คน</p> <p><strong>7. อาการและอาการแสดง</strong>&nbsp;มีไข้ ปวดศรีษะ ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเป็นน้ำ อาจมีมูกเลือดปน ส่วนใหญ่มีอาการภายหลังรับประทานอาหารทะเล ที่ปรุงไม่สุกพอ หรือ อาหารที่ปนเปื้อนอาหารทะเลหรือชะล้างด้วยน้ำทะเลที่ปนเปื้อนเชื้อ</p> <p><strong>8. ระบาดวิทยาของโรค</strong>&nbsp;มีการป่วยประปราย และการระบาดที่เกิดจากแหล่งร่วม การระบาดครั้งใหญ่ๆมักที่เกิดจากอาหารทะเลที่ปรุงไม่สุก มีการรายงานจากหลายส่วนของโลก โดยเฉพาะญี่ปุ่น เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเดือนที่อบอุ่นของปี</p> <p><strong>9. การรักษา</strong>&nbsp;</p> <ul> <li>รักษาตามอาการ โดยเฉพาะอาการปวดท้อง ไม่แนะนำการให้ยาปฏิชีวนะ ยกเว้นในกรณี severe ill patients, traveler&#39;s diarrhea, septicemic prone conditions e.g. cirrhosis, uncontrolled diabetes mellitus immunocompromised hosts</li> </ul> <p><strong>ในผู้ใหญ๋ให้</strong></p> <ul> <li>Tetracycline 500 มก.วันละ 4 ครั้ง นาน 3 วัน <ul> <li>Doxycycline 100 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน <ul> <li>Norfloxacin 400 มก.วันละ 2&nbsp;ครั้ง นาน 3 วัน</li> </ul> </li> </ul> </li> </ul> <p><strong>ในเด็กที่มีอาการรุนแรง</strong></p> <ul> <li>Tetracycline 25-50 มก./กก/วัน <ul> <li>Norfloxacin 10-20 มก./กก/วัน <ul> <li>Cotrimoxazole (trimetroprim) 10 มก./กก/วัน</li> </ul> </li> </ul> </li> </ul> <p>ปล. สำหรับประเทศไทยอัตราป่วยโรคอาหารเป็นพิษมีแนวโน้มสูงขึ้น มีรายงานระบุเชื้อก่อโรคเพียงร้อยละ 0.1-6 ในจำนวนนี้พบเชื้อ&nbsp;<span class="Italic">V.parahaemolyticus</span>&nbsp;ร้อยละ 50-60 ของจำนวนที่รายงานระบุเชื้อก่อโรค</p> <p><strong><span class="Italic">BACILLUS CEREUS&nbsp;</span>FOOD INTOXICATION</strong></p> <p><strong>1. ลักษณะโรค</strong>&nbsp;ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่เริ่มอย่างเฉียบพลันของอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการปวดท้องเกร็งและอุจจาระร่วงในบางราย โดยทั่ว ๆ ไป เป็นอยู่ไม่นานกว่า 24 ชั่วโมง อาการไม่รุนแรง</p> <p><strong>2. การวินิจฉัยโรค</strong>&nbsp;การพบเชื้อต้นเหตุในอาหารที่สงสัย หรืออุจจาระผู้ป่วย และโดยการเพาะเชื้อหาจำนวนในอาหารเลี้ยงเชื้อที่เฉพาะ เพื่อจะหาจำนวนเชื้อโรคที่ปรากฏอยู่ (&gt; 10 ต่ออาหาร 1 กรัม) การทดสอบหา Enterotoxin มีประโยชน์ต่อการวินิจฉัย แต่มีห้องปฏิบัติการน้อยแห่งที่ทำได้</p> <p><strong>3. สาเหตุ</strong>&nbsp;<span class="Italic">Bacillus cereus</span>&nbsp;เป็นเชื้อที่ไม่ต้องการออกซิเจน สร้างสปอร์ได้ มีสารพิษ 2 ชนิดคือ ชนิดที่ทนต่อความร้อนได้ ทำให้เกิดอาเจียน และชนิดที่ทนความร้อนไม่ได้ทำให้เกิดอาการ อุจจาระร่วง</p> <p><strong>4. วิธีติดต่อ&nbsp;</strong>โดยการรับประทานอาหารที่ถูกเก็บไว้ ณ อุณหภูมิห้องหลังจากปรุงแล้ว ซึ่งทำให้เชื้อโรคมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้น การระบาดที่มีอาการอาเจียนร่วมด้วย ส่วนมากพบเกี่ยวข้องกับข้าว (เช่น ข้าวผัดในร้านแบบบริการตนเอง) ผักและอาหาร เนื้อที่เก็บรักษาไม่ถูกต้องหลังจากปรุงแล้วก็เป็นสาเหตุได้</p> <p><strong>5. ระยะฟักตัว</strong>&nbsp;1-6 ชั่วโมง ในผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการหลักและ 6-16 ชั่วโมง ในผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงเป็นอาการหลัก</p> <p><strong>6. ระยะติดต่อ</strong>&nbsp;ไม่ติดต่อจากคนสู่คน</p> <p><strong>7. อาการและอาการแสดง</strong>&nbsp;อาการคลื่นไส้อาเจียน หรือมีอาการปวดท้องเกร็งและอุจจาระร่วงในบางราย</p> <p><strong>8. ระบาดวิทยาของโรค</strong>- พบมากในแถบทวีปยุโรป แต่พบน้อยในสหรัฐอเมริกา</p> <p><strong>9. การรักษา&nbsp;</strong>รักษาตามอาการ</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>STAPHYLOCOCCAL FOOD INTOXICATION</strong></p> <p><strong>1. ลักษณะโรค</strong>&nbsp;เกิดจากพิษ (ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ) ทำให้เกิดอาการเฉียบพลันด้วยอาการ คลื่นไส้อย่างมาก ปวดเกร็งลำไส้ อาเจียน และอ่อนเพลีย มักจะมีอาการท้องเดินร่วมด้วย ทำให้อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ และอาจมีความดันโลหิตต่ำลงด้วย ไม่ค่อยพบการเสียชีวิต โดยทั่วไปอาการมักจะเกิด 1-2 วัน แต่ความรุนแรงอาจจะมากจนต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล และอาจได้รับการผ่าตัด เนื่องจากมีอาการของเยื่อบุช่องท้องอักเสบได้</p> <p><strong>2. การวินิจฉัยโรค</strong>&nbsp;อาจทำได้ง่ายเมื่อมีผู้ป่วยจำนวนหลายคนที่มีอาการเฉียบพลันคล้ายคลึงกันคือมีลักษณะนำด้วยอาการของระบบทางเดินอาหารส่วนบนเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ร่วมกับรับประทานอาหารร่วมกัน การวินิจฉัยแยกโรคควรนึกถึงโรคอาหารเป็นพิษที่เกิดจากแบคทีเรียตัวอื่น หรือพิษจากสารเคมี เมื่อสามารถแยกได้เชื้อ Staphylococci ที่สร้าง enterotoxin ในปริมาณที่มากกว่า 10 ตัว/กรัม จากเศษอาเจียน อุจจาระ หรืออาหารที่สงสัย จะช่วยในการวินิจฉัยให้แม่นยำยิ่งขึ้น การเพาะเชื้อไม่พบจากอาหารที่สุกแล้ว จะไม่ช่วยในการแยกโรคนี้ออกไป เนื่องจากเราอาจตรวจพบสารพิษ (enterotoxin) หรือ thermonuclease ในอาหาร โดยที่ไม่พบเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ การทำ Phage thyping และตรวจหาสารพิษ (enterotoxin) มีประโยชน์สำหรับการสอบสวนโรคทางระบาดวิทยา โดยหากพบ phage type เดียวกันในผู้ป่วย 2 รายขึ้นไปหรือตรวจพบ enterotoxin staphylococus ก็จะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยแต่ก็ไม่สามารถทำได้ทุกครั้ง</p> <p><strong>3. สาเหตุ</strong>&nbsp;เกิดจากการได้รับ&nbsp;<span class="Italic">S.aureus&nbsp;</span>หลายชนิดที่สร้างสารพิษ (enterotoxin) ซึ่งคงทนต่ออุณหภูมิที่จุดเดือด เชื้อมักจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในอาหารและสร้าง toxin ขึ้น</p> <p><strong>4. วิธีติดต่อ</strong>&nbsp;โดยรับประทานอาหารที่มี enterotoxin ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ปรุงและสัมผัสกับมือของผู้ปรุงอาหาร และไม่ได้ทำการอุ่นอาหารด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมก่อนรับประทานอาหาร หรือแช่ตู้เย็น เช่น ขนมจีน ขนมเอ แคลร์ เนื้อ เมื่ออาหารเหล่านี้ถูกทิ้งในอุณหภูมิห้องหลายชั่วโมงติดต่อกันก่อนนำไปบริโภค ทำให้เชื้อสามารถแบ่งตัวและสร้างสารพิษที่คงทนต่อความร้อนออกมา เชื้ออาจติดมาจากนิ้วมือที่เป็นแผล และมีการติดเชื้อตาอักเสบ ฝีหนอง หรือสิวอักเสบ สิ่งคัดหลั่งจากจมูก หรือจากผิวหนังที่ดูปกติก็ตาม นอกจากนี้ อาจพบว่าติดมาจากปศุสัตว์ได้ เช่น นมวัวที่มีการปนเปื้อน หรือผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ</p> <p><strong>5. ระยะฟักตัว</strong>&nbsp;ระยะระหว่างรับประทานอาหาร และการเริ่มเกิดอาการประมาณ 30 นาที ถึง 8 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ 2-4 ชั่วโมง</p> <p><strong>6. ระยะติดต่อ</strong>&nbsp;ไม่มีความสัมพันธ์</p> <p><strong>7. อาการและอาการแสดง</strong>&nbsp;คลื่นไส้ ปวดเกร็งลำไส้ อาเจียน ท้องเดิน อ่อนเพลีย โดยทั่วไปอาการมักเกิด 1-2 วัน</p> <p><strong>8. ระบาดวิทยาของโรค</strong>&nbsp;พบได้บ่อยและพบได้ทั่วไปเป็นโรคอาหารเป็นพิษเฉียบพลันที่สำคัญในอเมริกา</p> <p><strong>9. การรักษา</strong>&nbsp;รักษาตามอาการ</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>CLOSTIDIUM PERFRINGENS&nbsp;FOOD INTOXICATION</strong></p> <p>(<span class="Italic">C. welchii&nbsp;</span>food poisonig,&nbsp;<span class="Italic">Enteritis necroticans</span>, Pigbel)</p> <p><strong>1. ลักษณะโรค</strong> ความผิดปกติของลำไส้จะแสดงออกโดยอาการเริ่มของการปวดท้องแบบปวดเกร็ง และตามด้วยอาการอุจจาระร่วง อาการคลื่นไส้นั้นพบได้บ่อย แต่อาการอาเจียนและไข้มักไม่ค่อยพบ ส่วนใหญ่เป็นโรคที่ไม่รุนแรง มีระยะดำเนินโรคสั้นเพียงวันเดียวหรือน้อยกว่า และไม่ค่อยพบการตายในผู้ที่มีสุขภาพดี การระบาดของโรคที่รุนแรงที่มีอัตราป่วยตายสูง พบร่วมกับโรคลำไส้อักเสบและลำไส้เน่า (Enteritis necroticans) มีบันทึกไว้ในประเทศเยอรมันหลังสงครามและในประเทศปาปัวกีนี และบริเวณค่ายอพยพที่ชายแดนตะวันออกของประเทศไทย</p> <p><strong>2. การวินิจฉัยโรค</strong>&nbsp;ทำโดยการพบ&nbsp;<span class="Italic">C.perfringens</span>&nbsp;ในการเพาะเชื้อจากตัวอย่างอาหารแบบ Semiquantitative anaerobic อาหาร (&gt; 105กรัม) และในอุจจาระผู้ป่วย (&gt; 106/กรัม) ร่วมด้วยหลักฐานทางคลินิกและระบาดวิทยา การทำ serotyping จะพบ serotype ชนิดเดียวกันในวัสดุที่ส่งตรวจต่างกัน การทำ serotyping นั้น ทำเป็นประจำเฉพาะในญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรเท่านั้น&nbsp;<span class="Italic">C. perfringens&nbsp;</span>type A (<span class="Italic">C.welchii</span>) เป็นสาเหตุของการระบาดของโรคอาหารเป็นพิษที่มีลักษณะเฉพาะ type C เป็นสาเหตุของ&nbsp;<span class="Italic">Enteritis necroticans</span>โรคเกิดจากพิษที่เชื้อปล่อยออกมา</p> <p><strong>3. สาเหตุ&nbsp;</strong><span class="Italic">C.perfrigens</span>&nbsp;type A (<span class="Italic">C.welchii</span>) เป็นสาเหตุของการระบาดของการระบาดที่มีลักษณะเฉพาะ type C เป็นสาเหตุของ&nbsp;<span class="Italic">Enteritis necroticans&nbsp;</span>โรคเกิดจากพิษที่เชื้อปล่อยออกมา</p> <p><strong>4. วิธีติดต่อ</strong>&nbsp;บริโภคอาหารที่ปนเปื้อนด้วยดิน อุจจาระ ซึ่งมีเชื้อโรคอยู่ในภาวะที่เกิดการแบ่งตัวและ เจริญเติบโตของเชื้อโรค การระบาดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปรุงอาหารที่ร้อนไม่เพียงพอ หรือการอุ่นอีกครั้งของเนื้อ พบบ่อย ๆ เช่น สตู พายเนื้อ หรือเกรวี ไก่งวง หรือไก่</p> <p><strong>5. ระยะฟักตัว</strong>&nbsp;ระหว่าง 6-24 ชั่วโมง ส่วนมาก 10-12 ชั่วโมง</p> <p><strong>6. ระยะติดต่อ</strong>&nbsp;ไม่มีความสัมพันธ์</p> <p><strong>7. อาการและอาการแสดง</strong>&nbsp;การปวดท้องแบบปวดเกร็ง ตามด้วยอุจจาระร่วง ต้นอุจจาระมีเลือดเก่าหรือสีน้ำหมาก คลื่นไส้ อาเจียน</p> <p><strong>8. การระบาดของโรค</strong> พบได้ทั่วไปและพบบ่อยในประเทศที่มีการเตรียมอาหารที่มีปัจจัยส่งเสริมให้ มีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตของเชื้อคลอสตรีเดียมถึงระดับสูง สำหรับประเทศไทยอัตราป่วยโรคอาหารเป็นพิษมีแนวโน้มสูงขึ้น ที่มีรายงานระบุเชื้อก่อโรคเพียงร้อยละ0.1-6 ในจำนวนนี้พบเชื้อ&nbsp;<span class="Italic">C.perfrigens</span>&nbsp;ร้อยละ 2 ของจำนวนที่รายงานระบุเชื้อก่อโรค</p> <p><strong>9. การรักษา</strong>&nbsp;รักษาตามอาการ ทดแทนด้วยน้ำและเกลือแร่ ด้วยสารละลายเกลือแร่ และน้ำตาลทางปากสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยเกือบทุกราย การให้สารน้ำทางเส้นเลือดคงจำเป็นในผู้ป่วยที่มีการช็อค ในรายที่มีลำไส้เน่าต้องให้ยาปฏิชีวนะ นาน 14 วัน ampicillin 100 มก/กก/วัน gentamycin 2-5 มก/กก/วัน metronidazole 30 มก/กก/วัน และพิจารณาผ่าตัดเมื่อมีข้อบ่งชี้</p>
<p><strong>อาการและอาการแสดง</strong>&nbsp;</p> <ul> <li>มีไข้ ปวดศรีษะ ปวดมวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเป็นน้ำ อาจมีมูกเลือดปน ส่วนใหญ่มีอาการภายหลังรับประทานอาหารทะเล ที่ปรุงไม่สุกพอ หรือ อาหารที่ปนเปื้อนอาหารทะเลหรือชะล้างด้วยน้ำทะเลที่ปนเปื้อนเชื้อ</li> </ul>
<p><img alt="" src="https://ddc.moph.go.th/uploads/ckeditor/6512bd43d9caa6e02c990b0a82652dca/images/Food%20Poisoning.jpg" style="height:1415px; width:1000px" /></p>
<p><strong>การป้องกันและควบคุมโรค</strong></p> <p><strong>มาตรการป้องกัน</strong>&nbsp;การป้องกันและควบคุมโรคอาหารเป็นพิษทุกสาเหตุ มาตรการป้องกันโดยใช้กฎหลัก 10 ประการในการเตรียมอาหารที่ปลอดภัย ดังนี้</p> <ol> <li>เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมเป็นอย่างดี</li> <li>ปรุงอาหารที่สุก</li> <li>ควรกินอาหารที่สุกใหม่ๆ</li> <li>ระมัดระวังอาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่าให้มีการปนเปื้อน</li> <li>อาหารที่ค้างมื้อต้องทำให้สุกใหม่ก่อนรับประทาน</li> <li>แยกอาหารดิบและอาหารสุก ให้ระมัดระวังการปนเปื้อน</li> <li>ล้างมือก่อนจับต้องอาหารเข้าสู่ปาก</li> <li>ให้พิถีพิถันเรื่องความสะอาดของห้องครัว</li> <li>เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่นๆ</li> <li>ใช้น้ำสะอาด</li> </ol> <p>โดยหลักการคือ ป้องกันอาหารมิให้เกิดการปนเปื้อนที่สำคัญคือให้ความรู้แก่ผู้ปรุงในด้านวิธีการปรุง การเก็บอาหารและพฤติกรรมอนามัยส่วนบุคคล</p> <p><strong>การควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม:</strong></p> <ul> <li>รายงานให้สาธารณสุขจังหวัดทราบเพื่อดำเนินการสอบสวนโรค และดำเนินการควบคุมการระบาดของโรค การรักษาจำเพาะ คือ การให้น้ำเกลือทดแทน</li> </ul> <p><strong>มาตรการในระยะระบาด:</strong></p> <ul> <li>ทบทวนรายงานผู้ป่วยเพื่อพิจารณาเวลาและสถานที่สัมผัสกับโรค และประชากรกลุ่มเสี่ยง ดำเนินการตรวจเช็ครายชื่ออาหารที่รับประทานและแช่อาหารที่เหลือไว้ในตู้เย็น การซักถามอาการทางคลินิคร่วมกับการประมาณเวลาของระยะฟักตัวจะช่วยในการตั้งสมมติฐานของเชื้อสาเหตุ ให้เก็บตัวอย่างอาเจียน อุจจาระ ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ พร้อมกับการวินิจฉัยเบื้องต้นประกอบไปด้วย ส้มภาษณ์ผู้ป่วยโดยการสุ่มมาจำนวนหนึ่ง เปรียบเทียบอัตราป่วยตามชนิดอาหารในกลุ่มที่รับประทาน และไม่ได้รับประทาน อาหารที่สงสัยคือ ชนิดอาหารที่มีความแตกต่างของอัตราป่วยทั้ง กลุ่ม โดยกลุ่มที่รับประทานจะมีอัตราป่วยที่สูงกว่า <ul> <li>ซักถามแหล่งที่มาของอาหารที่สงสัย และวิธีการปรุง และการเก็บถนอมอาหารก่อนนำไปบริโภค ตรวจหาแหล่งที่อาจมีการปนเปื้อน และช่วงเวลาของการแช่ในตู้เย็น และการอุ่นอาหาร เพื่อคำนวณเวลาที่เชื้อแบ่งตัว ส่งอาหารที่เหลือที่สงสัยตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจแยกเชื้อไม่พบ ไม่ได้บอกว่าไม่มีการติดเชื้อ ถ้าอาหารนั้นถูกอุ่นเพราะสารพิษทนทานต่อความร้อนได้ดี ตรวจผู้ปรุงอาหารโดยละเอียดว่ามีการติดเชื้อของผิวหนัง โดยเฉพาะที่มือ หรือไม่เพาะเชื้อจากแผลทุกแห่ง และเก็บตัวอย่างจากโพรงจมูกจากผู้ปรุงอาหารทุกคน การทำAntibiogram และหรือการทำ phage typing ของเชื้อ&nbsp;<span class="Italic">S.aureus</span>&nbsp;ที่สร้าง enterotoxin ที่แยกได้จากอาหาร และผู้ปรุงอาหาร และจากอาเจียน หรืออุจจาระของผู้ป่วย อาจช่วยอธิบายสาเหตุของการระบาดได้</li> </ul> </li> </ul>
---- เตรียมข้อมูล ----