ไข้ไทฟอยด์และพาราไทฟอยด์
บางทีเรียกกันว่า ไข้รากสาดน้อย และไข้รากสาดเทียม ไข้รากสาดน้อย และไข้รากสาดเทียมเป็นโรคที่มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกัน มีความแตกต่างกันตรงที่ไข้รากสาดน้อยจะมีอาการรุนแรงกว่า
เชื้อต้นเหตุ
เชื้อที่ก่อโรคเป็นเชื้อบัคเตรี ไข้ไทฟอยด์เกิดจากเชื้อที่มีชื่อว่า ซัลโมเนลลา ไทฟี (Salmonella typhi) ไข้พาราไทฟอยด์เกิดจากเชื้อที่มีชื่อว่า ซัลโมเนลลา พาราไทฟี เอ หรือ บี หรือ ซี (Salmonella paratyphi A, B, C)
ระยะฟักตัว
ตั้งแต่ได้รับเชื้อเข้าไป ประมาณ โดยเฉลี่ย ๑-๒ สัปดาห์ ก็จะเกิดอาการของโรค ระยะ ฟักตัวนี้อาจเร็วได้ถึง ๓ วัน และนานถึง ๓๘ วัน
เป็นโรคติดเชื้อที่มีลักษณะอาการที่ผู้รับเชื้อจะมีไข้ ซึ่งมักจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นวันละเล็กวันละน้อย จนถึง ๔๐ องศาเซลเซียส ภายใน ๑ สัปดาห์ มีความรู้สึกคล้ายกับจะหนาวสั่น ไม่สบาย เมื่อยตามเนื้อตามตัว ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ลิ้นเป็นฝ้าสกปรก ท้องอืด อาจมีอาการท้องผูก หรือถ่ายอุจจาระเหลว จนถึงอุจจาระร่วงก็ได้ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อาการที่พบได้เสมอคือ อาการปวดหลัง ต่อมาไข้มักจะสูงลอย อาจมีอาการไอ และมีหลอดลมอักเสบร่วมด้วย ชีพจรเต้นช้า ในผู้ป่วยผิวขาวจะพบว่า มีจุดแดงๆ เกิดขึ้นบริเวณอกและท้อง แต่ไม่ค่อยได้พบในคนไทย ผู้ป่วยมักมีอาการซึม แต่บางรายอาจมีอาการเอะอะเพ้อคลั่งได้ บางรายอาจมีอาการหมดสติ ผมร่วมทั้งศีรษะ
ในรายที่ไม่ได้รับการรักษา ไข้จะสูงลอย ต่อไปอีก ๑-๒ สัปดาห์ ถ้าหากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไข้จะค่อยๆ ลดลง จนเป็นปกติ ในปลายสัปดาห์ที่ ๔ ของโรค
ถ้าหากมีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยอาจถึงแก่กรรม ได้ โรคนี้จะก่อให้เกิดเป็นแผลในลำไส้ ภาวะแทรกซ้อน ที่รุนแรง ได้แก่ ลำไส้ทะลุ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และเป็นฝีในสมอง เป็นต้น

การป้องกันและควบคุมโรค
ก. การป้องกันล่วงหน้า
- จะต้องจัดเรื่องสุขาภิบาลเกี่ยวกับน้ำบริโภค และอาหาร ให้เก็บอาหารในที่มิดชิด อย่าให้แมลงวัน แมลงสาบ หรือจิ้งจกไต่ตอม ควรบริโภคอาหารที่สะอาด และต้มสุก
- ตรวจควบคุมร้านอาหาร ผู้ปรุง ผู้จำหน่าย และผู้บริการหากพบว่าผู้ใดเป็นพาหะของโรค ควรหาทางแก้ไข
- กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน ทำลายแมลงวัน และแมลงสาบ
- ทำการฉีดหรือให้วัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง วัคซีนที่ใช้ อาจจะเป็นชนิดฉีด หรือชนิดกิน
ข. การป้องกันเมื่อเกิดการระบาดหรือเมื่อมีผู้ป่วย
- อาจจะต้องแยกผู้ป่วยไว้ระยะหนึ่ง จัดการทำลายเชื้อที่อยู่บริเวณรอบๆ ที่ผู้ป่วยอาศัย โดยเฉพาะเชื้อในอุจจาระ และปัสสาวะ และรักษาผู้ป่วย จนกระทั่งไม่สามารถแพร่เชื้อทางอุจจาระได้อีกต่อไป