กรมควบคุมโรค

ความรู้เรื่องโรคไข้มาลาเรีย

สาเหตุโรคไข้มาลาเรีย

  • โรคมาลาเรียเป็นโรคติดต่อเกิดจากเชื้อ Plasmodium ซึ่งเป็นสัตว์เซลเดียวอยู่ใน class Sporozoa มีวงจรชีวิตอยู่ทั้งในสัตว์มีกระดูกสันหลังและยุง
  • ปัจจุบันในประเทศไทยเชื้อที่พบส่วนใหญ่คือ P.vivax ซึ่งเป็นชนิดที่ไม่แสดงอาการรุนแรง แต่สามารถเป็นๆหายๆจากเชื้อที่มีระยะหลบพักในตัว
  • เชื้อ Plasmodium ที่ก่อโรคในคนมี 5 ชนิด ได้แก่
    • P.falciparum เชื้อมาลาเรียพลาสโมเดียมฟัลชิปารัม หรือ พีเอฟ (P.f.) เป็นเชื้อชนิดรุนแรง หากป่วยหนัก อาจมีอาการมาลาเรียขึ้นสมอง ถ้ารักษาไม่ทันอาจถึงตายได้
    • P.vivax เชื้อมาลาเรียพลาสโมเดียมไวแวกซ์ หรือ พีวี (P.v.) เป็นเชื้อชนิดไม่รุนแรง แต่ถ้าไม่ได้รักษาให้หายขาด เชื้อสามารถอยู่ในร่างกายคนได้นานหลายปี จึงทําให้มีอาการของโรคไข้มาลาเรียเป็นๆ หายๆ
    • P.malariae  เชื้อมาลาเรียพลาสโมเดียมมาลาเรอิ หรือ พีเอ็ม (P.m.)
    • P.ovale เชื้อมาลาเรียพลาสโมเดียมโอวาเล หรือ พีโอ (P.o.)
    • P. knowlesi เชื้อมาลาเรียพลาสโมเดียมโนไซ หรือ พีเค (P.k.)เป็นเชื้อมาลาเรียที่อยู่ในลิงแสม แล้วติดมาสู่คน
    • ยุงพาหะนำโรคไข้มาลาเรีย
  • ยุงพาหะนำโรคไข้มาลาเรีย คือยุงก้นปล่อง ( anopheline) โดยเป็นตัวเมียที่นำโรค ยุงก้นปล่องสปีชีส์ที่พบว่านำโรคไข้มาลาเรียในประเทศไทย ได้แก่ Anopheles dirus, An.minimus, An. maculatus, An. epiroticus, An. aconitus

แหล่งที่อยู่อาศัยยุง

  • ยุงก้นปล่องนำเชื้อมาลาเรียมีหลายสายพันธุ์ มีที่อยู่อาศัยและแหล่งเพาะพันธุ์แตกต่างกัน
  • โดยทั่วไปยุงก้นปล่องอาศัยในท้องที่ป่าเขา สวนยางพารา และสวนผลไม้ที่ติดต่อกับท้องที่ป่าเขา แถบเชิงเขา ชายป่าที่มีการบุกเบิกทําการเกษตร ท้องที่ขุดพลอยในภาคตะวันออก

แหล่งเพาะพันธุ์ยุง

  • แหล่งเพาะพันธุ์ที่ยุงตัวเมียใช้วางไข่ เช่น ลําห้วย ลําธารในท้องที่ป่าเขาหรือเชิงเขา น้ำไหลและน้ำซึมน้ำซับ แหล่งน้ำขังที่มีร่มเงาในป่าเขา

การติดต่อของโรค

  • เมื่อยุงก้นปล่องตัวเมียมีเชื้อมาลาเรียกัดคน ยุงจะปล่อยเชื้อมาลาเรียจากต่อมน้ำลายเข้าสู่กระแสเลือด

วงจรชีวิตเชื้อมาลาเรีย

  • เชื้อมาลาเรียมีการเจริญเติบโตอยู่ 2 ระยะ คือ ในยุงก้นปล่อง และในคน
  • เริ่มจากที่ยุงก้นปล่องตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้มาลาเรีย ซึ่งมีเชื้อมาลาเรียระยะมีเพศ เชื้อเหล่านี้เข้าสู่ตัวยุงและผสมพันธุ์กันเป็นตัวอ่อนฝังตัวที่กระเพาะยุง แล้วแบ่งตัวและเดินทางไปยังต่อมน้ำลายยุง เมื่อยุงกัดคนและปล่อยน้ำลายเพื่อไม่ให้เลือดแข็งตัวระหว่างการดูด ก็ปล่อยเชื้อมาลาเรียเข้าสู่กระแสเลือดคนเช่นกัน
  • ระยะในตับ เมื่อยุงที่มีเชื้อมาลาเรียกัดคนก็ปล่อยเชื้อจากต่อมน้ำลายสู่กระแสเลือด และเข้าสู่เซลล์ตับ มีการแบ่งตัวเพิ่มจํานวนขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระยะหนึ่งก็แตกออกจากเซลล์ตับ เข้าสู่กระแสเลือดและเม็ดเลือดแดง
  • ระยะในเม็ดเลือดแดง เมื่อเชื้อมาลาเรียแตกออกจากเซลล์ตับ เข้าสู่เม็ดเลือดแดงก็มีการแบ่งตัวเพิ่มจํานวนมากขึ้น  จนถึงช่วงเม็ดเลือดแดงแตก เชื้อก็จะเข้าสู่เม็ดเลือดแดงอื่นๆเพื่อหาอาหารเลี้ยงตัว มีการเจริญแบ่งตัววนเวียน ทั้งนี้เชื้อบางตัวมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเชื้อมีเพศทั้งเพศผู้เพศเมีย ระยะนี้ผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการของโรค คือ ไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ระยะนี้ตรวจพบเชื้อมาลาเรียในเลือดได้
  • สําหรับเชื้อมาลาเรียไวแวกซ์นั้น บางส่วนหยุดพักการเจริญเติบโตชั่วคราว เมื่อผ่านไประยะหนึ่งสามารถกลับมาเจริญเติบโตใหม่ได้ จึงเป็นสาเหตุของการเกิดอาการไข้กลับ เป็นมาลาเรียซ้ำอีก

ระยะฟักตัวของโรค

  • เชื้อมาลาเรียฟัลซิปารัม (P.falciparum) ระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน
  • เชื้อมาลาเรียไวแวกซ์ (P.vivax) และ เชื้อมาลาเรียโอวาเล่ (P.ovale) ระยะฟักตัวประมาณ 8-14 วัน
  • เชื้อมาลาเรียมาลาเรอิ (P.malariae) ระยะฟักตัวประมาณ 18-40 วัน

อาการของโรคไข้มาลาเรีย

  • โดยทั่วไปมีอาการนําคล้ายกับเป็นไข้หวัดแต่ไม่มีน้ำมูก มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้และเบื่ออาหาร
  • อาการต่างๆอาจเป็นอยู่ในระยะสั้นเป็นวันหรือหลายวันก็ได้ ขึ้นอยู่กับระยะฟักตัวของเชื้อมาลาเรียแต่ละชนิด
  • อาการที่เด่นชัดของโรคไข้มาลาเรียประกอบด้วย 3 ระยะ คือ

1. ระยะหนาว ซึ่งเป็นช่วงการแตกของเม็ดเลือดแดงที่มีเชื้อมาลาเรีย ผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่น ปากและตัวสั่น ซีด ผิวหนังแห้งหยาบ กินเวลาประมาณ 15-60 นาที

2. ระยะร้อน ผู้ป่วยมีไข้สูง อาจมีอาการคลื่นไส้ และอาเจียนร่วมด้วย ตัวร้อนจัด หน้าแดง หิวน้ำ

3. ระยะเหงื่อออก ผู้ป่วยมีเหงื่อออกจนเปียกชุ่ม ร่างกายอ่อนเพลียและหายไข้ กลับเหมือนคนปกติ และจับไข้ใหม่ตามอาการในข้อ 1-3

 

 

การตรวจหาเชื้อโรคไข้มาลาเรีย

  • เชื้อมาลาเรีย เป็นเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า จึงต้องตรวจหาเชื้อโดยใช้กล้องจุลทรรศน์หรือตรวจหาสารภูมิต้านทานของเชื้อ โดยใช้ชุดตรวจหาเชื้อมาลาเรียสําเร็จรูป
  • เนื่องจากเชื้อมาลาเรียชนิดพีเอฟ เมื่อป่วยแล้วรักษาไม่ทัน อาจทําให้ตายได้ ดังนั้นผู้ป่วยมาลาเรียทุกราย จะต้องได้รับการตรวจและให้ยารักษาตามชนิดของเชื้อมาลาเรียโดยเร็วที่สุด
  • สถานที่ให้บริการตรวจรักษาโรคไข้มาลาเรีย มีดังต่อไปนี้

- มาลาเรียชุมชน (ตั้งในหมู่บ้านที่มีการแพร่เชื้อมาลาเรีย)

- มาลาเรียคลินิก (มักตั้งในชุมชน หรือที่หน่วยควบคุมโรคติดต่อนําโดยแมลง)

- โรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)

- โรงพยาบาลคณะเวชศาสตร์เขตร้อน กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ สามารถขอคําแนะนําเรื่องโรคไข้มาลาเรียและการตรวจรักษา ได้ที่อาสาสมัครสาธารณสุขและอาสาสมัครมาลาเรีย

รายละเอียดเพิ่มเติมทางอินเตอร์เนตที่ https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=17

สถานการณ์และสภาพปัญหาโรคไข้มาลาเรีย

  • ประเทศไทยมีโรคไข้มาลาเรียที่ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณป่าเขาและชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน การควบคุมโรคไข้มาลาเรียที่ผ่านมาดำเนินการได้ผลดี
    จึงมีการยกระดับสู่การกำจัดโรคไข้มาลาเรีย (malaria elimination)
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดเป้าหมายการกำจัดโรคไข้มาลาเรีย ภายใต้ยุทธศาสตร์มาลาเรียแห่งชาติ พ.ศ.2560-2569 ให้ประเทศไทยปลอดจากโรคไข้มาลาเรียภายในปี 2567
  • สถานการณ์ล่าสุดของโรคไข้มาลาเรียในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง  พ.ศ.2562 พบจำนวนผู้ป่วย 5,934 ราย (อัตราป่วย 0.88 ต่อประชากรพันคน) เป็นผู้ป่วยมาลาเรียชนิดเชื้อไวแวกซ์ร้อยละ  84 และชนิดเชื้อฟัลซิปารัมร้อยละ 13 ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 68)  อายุมากกว่า 15ปี (ร้อยละ 72) มีอาชีพทำสวนหรือทำไร่ (ร้อยละ 51) มีผู้ป่วยเป็นนักเรียนในสัดส่วนมาก (ร้อยละ 29) จังหวัดที่พบผู้ป่วยจำนวนมาก คือ ตาก (1,646 ราย) ยะลา (1,550 ราย) และกาญจนบุรี (425 ราย) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ติดเชื้อในพื้นที่ประเทศไทย (ร้อยละ 70)
  • ส่วนผู้เสียชีวิตจากโรคไข้มาลาเรียยังพบทุกปี แต่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2540 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 300 ราย ข้อมูลล่าสุด พ.ศ. 2561 มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้มาลาเรีย 15 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตอยู่ในจังหวัดตากถึง 7 ราย

ยารักษาโรคไข้มาลาเรีย

  • เมื่อตรวจเลือดแล้วพบเชื้อมาลาเรีย การรักษาด้วยยาต้านมาลาเรียโดยเร็วที่สุดจะช่วยให้เชื้อหมดไปจากกระแสเลือด ทั้งป้องกันไม่ให้มีอาการรุนแรง
  • ยารักษามาลาเรียต้องจ่ายตามชนิดเชื้อมาลาเรียเท่านั้น ผู้ป่วยต้องกินยาตามขนาด เวลาและจำนวนให้ครบถ้วน

ยารักษามาลาเรียชนิดฟัลชิปารัมหรือพีเอฟ

  • ผู้ป่วยที่พบเชื้อต้องกินยารักษาให้ครบ 3 วันติดต่อกัน จํานวนเม็ดยาขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย
  • ผู้ป่วยจะได้รับการนัดตรวจเลือดซ้ำ 4 ครั้ง ซึ่งต้องกลับไปตรวจตามนัดทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้อมาลาเรียในร่างกายแล้ว
  • ยา 1 ชุด สําหรับผู้ป่วยหนึ่งคนเท่านั้น ห้ามนํายารักษามาลาเรียไปให้ผู้อื่นกิน

ยารักษามาลาเรียชนิดไวแวกซ์หรือพีวี และชนิดโอวาเลหรือพีโอ

  • มียารักษา 2 ชนิด สีขาว (คลอโรควิน) และสีน้ำตาล (ไพรมาควิน) ผู้ป่วยที่พบเชื้อต้องกินยารักษาให้ครบ 14 วันติดต่อกัน
  • วันแรกให้กินยาหลังอาหาร 3 มื้อ ห่างกันครั้งละ 4-6 ชั่วโมง
  • วันที่ 2 ให้กินยาเม็ดสีขาวและเม็ดสีน้ำตาลพร้อมกันหลังอาหารเช้าครั้งเดียว
  • วันที่ 3 ให้กินยาเม็ดสีขาวและเม็ดสีน้ำตาลพร้อมกันหลังอาหารเช้าครั้งเดียว
  • วันที่ 4 ถึงวันที่ 14 ให้กินยาเม็ดสีน้ำตาลตามที่กําหนดหลังอาหารเช้าทุกวันจนครบ
  • จํานวนเม็ดยาในแต่ละมื้อและแต่ละวัน ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วยดังแสดงตามรูปที่ 12 ถึงรูปที่ 14
  • หากผู้ป่วยมีภาวะพร่องเอ็นไซม์จีซิกพีดี (G6PD) หรือเคยมีปัสสาวะสีโค้ก สีชา ให้แจ้งต่อแพทย์หรือเจ้าหน้าที่

ยารักษามาลาเรียชนิดมาลาเรอีหรือพีเอ็ม และโนเลซีหรือพีเค

  • ใช้ยารักษาคือคลอโรควิน 3 วัน

อาการข้างเคียงจากการกินยารักษาโรคไข้มาลาเรีย

  • ผู้ป่วยอาจมีอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะอาจมีสีเข้มขึ้น
  • แก้ไขโดยกินยาหลังอาหารทันที หรือกินอาหารก่อนแล้ว จึงกินยาตามทันที
  • อาการเหล่านี้จะดีขึ้น ภายใน 2-3 วัน
  • ให้ผู้ป่วยสังเกตสีปัสสาวะ หากสีเข้มมากขึ้น คล้ายสีชาหรือสีโค้ก ให้หยุดกินยาและรีบไปพบแพทย์ทันที

 

การป้องกันโรคไข้มาลาเรีย

  • โรคไข้มาลาเรียเป็นโรคติดต่อที่สามารถป้องกันได้
  • ต้องป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัดในช่วงที่ยุงออกหากินตั้งแต่ย่ำค่ำจนรุ่งสาง
  • วิธีป้องกันยุงกัดที่รู้จักกันแพร่หลายคือ การนอนในมุ้งทุกคืน หากเป็นมุ้งชุบน้ำยาก็ช่วยไล่ยุงได้
  • วิธีอื่นๆเช่น ทายากันยุงบริเวณผิวหนังนอกเสื้อผ้า
  • ใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดแขนขาให้พ้นจากยุงกัด เช่น เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว
  • นอนในบ้านหรือกระท่อมที่ได้รับการพ่นสารเคมีติดข้างฝา
  • หากค้างคืนในป่าเขา ไร่นา ต้องรู้จักป้องกันตนเอง เช่น นอนในมุ้ง หรือหากใช้เปลนอน ก็ให้หามุ้งคลุมเปลพร้อมทั้งใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดแขนขาให้พ้นจากยุงกัด และทายากันยุง

 

 

---- เตรียมข้อมูล ----