สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
Responsive image

กรมควบคุมโรค เร่งสอบสวนโรคในพื้นที่มหาสารคาม หลังตรวจคัดกรองโดยปัสสาวะเบื้องต้น พบพยาธิใบไม้ตับในนิสิต ย้ำตรวจเร็ว รักษาเร็ว ลดเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี

       กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงกรณีข่าวตรวจคัดกรองเบื้องต้น พบนิสิตติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับสูงหลายพันราย เป็นการตรวจปัสสาวะ ด้วยชุดตรวจคัดกรองโดยปัสสาวะ เผยภาพรวมผู้ป่วยพยาธิใบไม้ตับทั่วประเทศ เฉลี่ยประมาณ 2,000 รายต่อปี จากวิธีมาตรฐาน โดยการตรวจหาไข่พยาธิใบไม้ตับในอุจจาระ เร่งส่งทีมตรวจเชื้อลงพื้นที่ เพื่อยืนยันการติดเชื้อ เตือนคนรุ่นใหม่ ปรับพฤติกรรม ลดความเสี่ยง มะเร็งท่อน้ำดี

       วันนี้ (7 กรกฎาคม 2569) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงวิธีมาตรฐาน (Standard) ที่ใช้กันในระดับสากลในการตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิใบไม้ในตับ คือ การตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระ (Stool Examination) ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่ามีตัวเต็มวัยของพยาธิอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี สำหรับการตรวจพบตัวเลขผู้ป่วยโรคพยาธิใบไม้ตับในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น (Screening Test) โดยใช้ OV-ATK ซึ่งเป็นเครื่องมือในการคัดกรอง สำหรับการประสานพื้นที่เบื้องต้น ได้ข้อมูลว่า เป็นการตรวจคัดกรองเชิงรุกในระหว่างกิจกรรมของนิสิต ยังไม่พบนิสิตที่มีอาการป่วย อย่างไรก็ตาม ควรมีการตรวจยืนยันเพิ่มเติมด้วยวิธีมาตรฐานเพื่อยืนยันการวินิจฉัยต่อไป

       อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อมูลผู้ป่วยในระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 7 กรกฎาคม 2569 จะพบรายงานผู้ป่วยยืนยันอยู่ที่ 2,656 ราย โดยกลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ กลุ่มอายุ 50 – 59 ปี กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 15 – 19 ปี และยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต” เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนักเกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งติดได้จากพฤติกรรมการบริโภค “อาหารดิบ” หรือ “กึ่งสุกกึ่งดิบ” ที่ปัจจุบันเป็นกระแสวัฒนธรรมอาหาร ซึ่งผู้ป่วยยืนยันหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา การติดเชื้อเรื้อรังเป็นเวลา 10 – 20 ปี จะทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) ได้ ในเหตุการณ์นี้กรมควบคุมโรคจะสนับสนุนการลงพื้นที่เพื่อดำเนินการตรวจยืนยันตามแนวทางมาตรฐานที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลก โดยตรวจอุจจาระด้วยวิธี Modified Kato-Katz และให้ผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อได้รับการรักษาและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคในอนาคต”

 

     ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การติดพยาธิใบไม้ตับเป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถป้องกันและรักษาได้หากได้รับการรักษาโดยเร็ว พยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini หรือ OV) เป็นพยาธิตัวแบนที่ติดต่อจากการรับประทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาวที่ปรุงไม่สุก เช่น ก้อยปลาดิบ ลาบปลาดิบ ปลาส้มดิบ หรือปลาร้าดิบ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย พยาธิสามารถอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีได้นานถึง 20 – 30 ปี ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี และยังมีความเชื่อที่ว่า การบีบมะนาว การหมัก หรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับอาหาร จะสามารถฆ่าพยาธิได้ ไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ โรคนี้ไม่ติดต่อจากคนสู่คน และวิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการกินอาหารปรุงสุก ปลาร้าปรุงสุกเท่านั้น หลีกเลี่ยงเมนูปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการตัดวงจรโรค

            กรมควบคุมโรคจะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2569 – 2575) ภายใต้แนวคิด One-Health โดยบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านอาหารปลอดภัย สุขาภิบาล และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ควบคู่กับการลงพื้นที่ค้นหากลุ่มเสี่ยง การตรวจคัดกรอง การรักษา และการติดตามผลตามมาตรฐาน เพื่อมุ่งลดการติดพยาธิใบไม้ตับและลดอัตราการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาว ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

**************************************

ข้อมูลจาก : กองระบาดวิทยา/กองโรคติดต่อทั่วไป/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569


ข่าวสารอื่นๆ