สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
Responsive image

กรมควบคุมโรค เตือนหน้าฝนระวัง "โรคไข้ฉี่หนู-ไข้ดิน" ย้ำเลี่ยงแช่น้ำหรือดินโคลนนาน สวมบูตป้องกัน ลดเสี่ยงป่วยหนัก

       กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้รับจ้างทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่จำเป็นต้องลุยน้ำหรือสัมผัสดินและโคลนในช่วงฤดูฝน ให้เพิ่มความระมัดระวังและป้องกันตนเองจากโรคเลปโตสไปโรสิส (โรคไข้ฉี่หนู) และโรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน) ซึ่งเป็นโรคที่มักพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

       วันนี้ (24 กรกฎาคม 2569) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 21 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยโรคเลปโตสไปโรสิส (โรคไข้ฉี่หนู) สะสมรวม 2,190 ราย อัตราป่วย 3.32 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 30 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 1.37 ขณะที่โรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน) พบผู้ป่วย 1,654 ราย อัตราป่วย 2.51 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 77 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 4.66 ซึ่งสะท้อนถึงความรุนแรงของโรคและความเสี่ยงของการเสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงที่สุดของทั้งสองโรค ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 50 – 59 ปี กลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตรกร ผู้ที่ต้องทำงานสัมผัสดินหรือแหล่งน้ำขัง ผู้มีบาดแผล รอยถลอกหรือผิวหนังเปื่อยชื้นจากการแช่น้ำลุยโคลนเป็นระยะเวลานาน สำหรับพื้นที่เสี่ยงที่มีอัตราป่วยโรคไข้ฉี่หนูสูงที่สุด คือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนโรคไข้ดินที่พบอัตราป่วยสูงที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

       โรคเลปโตสไปโรสิส (โรคไข้ฉี่หนู) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในปัสสาวะของสัตว์ โดยเฉพาะหนู โค กระบือ สุกร หรือสุนัข เชื้อสามารถปนเปื้อนในน้ำ ดิน หรือโคลน และเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล หรือเยื่อบุตา จมูก และปาก หลังรับเชื้อประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องและหลัง ตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน หากอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะไตวาย ตับวาย เลือดออกในปอด และเสียชีวิตได้ สำหรับโรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในดินและน้ำ ซึ่งพบได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางบาดแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง การสูดดมละอองฝุ่นดินที่ปนเปื้อนเชื้อ การดื่มน้ำที่ไม่สะอาดหรือการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ ระยะฟักตัวของโรคโดยเฉลี่ย 4 – 9 วัน (บางรายอาจนานเป็นเดือนหรือเป็นปี) ผู้ป่วยมักมีไข้สูง ไอ หายใจหอบเหนื่อย และอาจมีฝีหนองบริเวณผิวหนัง ปอด ตับ หรือม้าม ในรายที่มีอาการรุนแรง มักมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และนำไปสู่การเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคปอดเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง และเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป

       "ประชาชนสามารถป้องกันโรคทั้งสองได้ โดยหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ หรือย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่า หากจำเป็นต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยง ควรสวมรองเท้าบูต ถุงมือยาง และอุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง หากมีบาดแผลควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำให้มิดชิด และหลังจากการลุยน้ำ หรือย่ำโคลนควรรีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่ และน้ำสะอาด รวมทั้งดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำต้มสุก และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งขณะเกิดพายุ หรือฝนตกหนักลมแรง เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูดดมละอองฝุ่นดินที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค" นายแพทย์มณเฑียร กล่าวเพิ่มเติม

       นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเน้นย้ำว่า ประชาชนควรสังเกตอาการของตนเอง หากมีไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดน่อง ไอ หายใจเหนื่อย หรือมีแผลติดเชื้อ หลังจากลุยน้ำ สัมผัสดิน หรือโคลน ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือดิน เพื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคและให้การรักษาได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากโรคเลปโตสไปโรสิส (โรคไข้ฉี่หนู) มีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ขณะที่โรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน) อาจแสดงอาการได้ตั้งแต่ไม่กี่วันจนถึงหลายเดือนหลังสัมผัสเชื้อ การเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสการเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

*******************************
ข้อมูลจาก : กองระบาดวิทยา/กองโรคติดต่อทั่วไป/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค
วันที่ 24 กรกฎาคม 2569


ข่าวสารอื่นๆ