สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
Responsive image

กระทรวงสาธารณสุขย้ำ ประเทศไทยขับเคลื่อนงานเอชไอวีต่อเนื่อง สิทธิประโยชน์ครอบคลุม “ป้องกัน–ตรวจ–รักษา” มุ่งลดการติดเชื้อรายใหม่และยุติเอดส์

       

       กระทรวงสาธารณสุขย้ำ ประเทศไทยขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอชไอวีมาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกประเทศ พัฒนาระบบบริการและผลักดันสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การตรวจหาการติดเชื้อ การเข้าสู่การรักษา ไปจนถึงการดูแลอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งการป้องกันและลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ มุ่งสู่เป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ของประเทศไทย

          ตามที่ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับหน่วยงานภาคี มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานยุติปัญหาเอดส์ ให้สำเร็จภายในปี 2573 ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้พัฒนารูปแบบการป้องกันและรักษา รวมถึงขับเคลื่อนการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านบริการด้านเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมและมีทางเลือกแก่ประชาชน ในการดูแลและป้องกันตนเอง รู้สถานะการติดเชื้อได้เร็ว และหากตรวจพบเชื้อ สามารถเข้าสู่ระบบการรักษาและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

          ในด้านการป้องกัน ประชาชนสามารถเข้าถึงถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่น รวมถึงยาป้องกัน ก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี หรือ PrEP และยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อเอชไอวี หรือ PEP ซึ่งควรได้รับโดยเร็วภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง ขณะที่ด้านการตรวจ คนไทยทุกคนมีสิทธิตรวจเอชไอวีโดยสมัครใจฟรีปีละ 2 ครั้งที่หน่วยบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั่วประเทศ และยังมีชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองหรือ HIV self-test เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและความเป็นส่วนตัว หากผลตรวจคัดกรองเป็นบวก สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจยืนยันและเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบการรักษาได้โดยเร็ว

          สำหรับการรักษา ผู้ที่ตรวจพบการติดเชื้อเอชไอวีสามารถเข้าสู่ระบบการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้โดยเร็ว ครอบคลุมทุกสิทธิการรักษา พร้อมได้รับการตรวจติดตามและดูแลอย่างต่อเนื่อง เมื่อรับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ สามารถกดปริมาณไวรัสในเลือดจนตรวจไม่พบ ช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่นตามหลัก U=U (Undetectable = Untransmittable) ดังนั้นการรักษาจึงไม่เป็นเพียงการดูแลสุขภาพของผู้ติดเชื้อ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ด้วย

          ความก้าวหน้าของระบบการรักษาในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีสุขภาพที่ดี และมีชีวิตยืนยาวขึ้นโดยผู้ติดเชื้อจำนวนมากในประเทศไทย มีชีวิตอยู่กับเชื้อมานานกว่า 10 – 20 ปี และบางส่วนมากกว่า 30 ปี แต่ยังสามารถมีสุขภาพแข็งแรงและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ จากการได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบบบริการที่ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงยาต้านไวรัส การตรวจติดตามผล และการดูแลสุขภาพในระยะยาว

          การป้องกันการติดเชื้อรายใหม่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและประชากรที่ยังมีช่องว่างในการเข้าถึงบริการ กระทรวงสาธารณสุขจึงเดินหน้าเร่งค้นหาผู้ที่ยังไม่ทราบสถานการณ์ติดเชื้อให้เข้าสู่ระบบบริการ พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการป้องกันที่เหมาะสมกับตนเอง ควบคู่กับการสื่อสารสร้างความเข้าใจและการทำงานร่วมกับหน่วยบริการ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายในพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพบริการ และลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนเข้ารับบริการได้อย่างมั่นใจ ผู้ที่ตรวจพบเชื้อสามารถเข้าสู่การรักษาโดยเร็วและคงอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง

          การป้องกันและแก้ไขปัญหาเอชไอวีต้องดำเนินการอย่างเชื่อมโยงกันตั้งแต่การป้องกันการตรวจ การเข้าสู่การรักษา และการดูแลในระยะยาว ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้พัฒนาระบบบริการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างครอบคลุม สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือ การทำให้ประชาชนรับรู้และเข้าถึงสิทธิและบริการที่มีอยู่ได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังมีช่องว่างในการเข้าถึง เพื่อร่วมกันลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์อย่างยั่งยืน

 

**************************************

ข้อมูลจาก : กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

วันที่ 24 สิงหาคม 2569


ข่าวสารอื่นๆ