สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
Responsive image

กรมควบคุมโรค พยากรณ์โรคฯ ฉบับที่ 36/2564 "เตือนประชาชนช่วงหน้าฝนนี้ ระวังป่วยด้วยโรคตาแดง แนะล้างมือให้สะอาด"

กรมควบคุมโรค ขอเผยแพร่ “พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพรายสัปดาห์”

ฉบับที่ 36/2564 ประจำสัปดาห์ที่ 41 (วันที่ 10 – 16 ต.ค. 64)

 

          จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคตาแดง (Conjunctivitis) ตั้งแต่ 1 ม.ค. - 4 ต.ค. 64 พบผู้ป่วย 27,007 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงาน ได้แก่ อายุ 45-54 ปี รองลงมาคือ อายุ 55-64 ปี และอายุมากกว่า 65 ปี โดยพบมากที่สุดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลางตามลำดับ และพบในกลุ่มอาชีพเกษตรกรมากที่สุด

          “การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าในช่วงนี้จะมีโอกาสพบผู้ป่วยโรคตาแดงเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากโรคนี้พบมากในช่วงฤดูฝน และสามารถติดต่อกันได้ง่าย ระยะการติดต่อไปยังผู้อื่นคือ ประมาณ 14 วัน โดยการสัมผัสกับน้ำตา หรือจากการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดหน้า โทรศัพท์มือถือ ที่เปื้อนเชื้อจากมือของผู้ป่วยแล้วขยี้ตา หลังผ่านไป 24-72 ชั่วโมง ผู้สัมผัสจะเริ่มมีการอักเสบของเยื่อบุตา โดยมีอาการตาแดง ระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล แสบตาเวลาถูกแสง มีขี้ตามากกว่าปกติ อาจมีเลือดออกใต้เยื่อบุตาขาวและมักเป็นสองข้าง อาการเลือดออกจะทุเลาภายใน 7-12 วัน โรคนี้สามารถหายเองได้ หากไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ แต่อาจมีอาการแทรกซ้อนทางระบบประสาทตามมาได้  กรมควบคุมโรค ขอแนะนำวิธีการป้องกันสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโรคตาแดง ได้แก่ 1.ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ  2.ไม่คลุกคลีใกล้ชิดหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย  3.ถ้ามีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที  4.อย่าปล่อยให้แมลงหวี่ หรือแมลงวันตอมตา  5.หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ให้สะอาดอยู่เสมอ ส่วนผู้ป่วยโรคตาแดงไม่ควรขยี้ตา ระมัดระวังอย่าให้แมลงวันหรือแมลงหวี่ตอมตา การเช็ดขี้ตาให้ใช้กระดาษทิชชูเช็ด ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ  และควรหยุดเรียน หรือหยุดงานรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ประมาณ 1-2 สัปดาห์จนกว่าจะหาย เพื่อป้องกันไม่ให้โรคตาแดงลุกลาม หรือติดต่อสู่คนอื่น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422”

 

*******************************************************

ข้อมูลจาก : ทีม SAT / สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

วันที่ 10 ตุลาคม 2564


ข่าวสารอื่นๆ