สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
Responsive image

เครือข่ายภาคประชาชนและเกษตรกรชาวอีสาน ๓๘ องค์กร ยื่นข้อเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายแบนสารเคมีอันตราย ๓ ชนิด

เครือข่ายภาคประชาชนและเกษตรกรชาวอีสาน ๓๘ องค์กร ยื่นข้อเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายแบนสารเคมีอันตราย ๓ ชนิด เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพคนไทยและสิ่งแวดล้อมของประเทศ และขอให้ใช้วิธีลงคะแนนแบบเปิดเผยเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ในการประชุมฯ พิจารณา ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๒ นี้ ! 

วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๒ เวลา ๐๙.๐๐ น. สภาผู้ชมผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ภาคอีสาน พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาชน และเกษตรกรภาคอีสาน ๓๘ องค์กร  ได้แก่ เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคภาคอีสาน  เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน  เครือข่าย พอช.ภาคอีสาน  เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน  เครือข่ายสภาเกษตรกรจังหวัด (ขอนแก่นและอุดรธานี)  และเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดขอนแก่น  จัดเวทีเสวนาเรื่อง  “ผ่าทางตัน ! สารเคมีการเกษตร ๓ ชนิด”  ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลพระลับ  อ.เมือง จ.ขอนแก่น  กิจกรรมประกอบด้วยเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นจากผู้แทนหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ    วิทยากรประกอบด้วย นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  นางสาวปรกเชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมี นายสุรสิทธิ์ เคนพรหม  หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น ผู้แทน Young Smart Farmer จังหวัดมหาสารคาม  และผู้ร่วมแสดงความเห็น ได้แก่ ดร.นิรุจน์ อุทธา หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดอุดรธานี  นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ  ประธานสภาผู้ชมผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ภาคอีสาน  ดร.สุดใจ ทุยบึงฉิม  นักวิชาการอิสระ  โดยมีนายวินัย ทองทัพ กำนันตำลพระลับ  เป็นผู้กล่าวต้อนรับ และน.ส.กัลยารัตน์ ลิ้มอำนวยลาภ ผู้สื่อข่าว/ศูนย์ข่าวไทยพีบีเอส ภาคอีสาน เป็นผู้ดำเนินรายการ  การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของเครือข่ายภาคประชาชนและเกษตรกรชาวอีสาน ๓๘ องค์กร และยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น 
 ดร.นิรุจน์ อุทธา หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรฯอุดรธานี  เปิดเผยว่า เวทีเสนาเรื่อง “ผ่าทางตัน ! สารเคมีการเกษตร ๓ ชนิด” ในวันนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อสอบถามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากภาคการเกษตร การแพทย์และสาธารณสุข คุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก และผู้แทนเกษตรกร  ประเด็น  การแบนสารเคมีอันตราย ๓ ชนิด ได้แก่  พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส  ตามคำแนะนำของของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อรวบรวมและยื่นเป็นข้อเสนอต่อ กระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการวัตถุอันตราย  ซึ่งจะมีการประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว ในวันอังคารที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๒ นี้  ผลจากการแสดงความเห็นของวิทยากรเวทีเสวนาฯ และความเห็นของผู้ร่วมเวทีจากภาคส่วนต่างๆ มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน  สรุปสาระสำคัญดังนี้ 
๑. เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่า สารเคมีอันตรายทั้ง ๓ ชนิด ได้แก่  พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส  มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ต่อทั้งเกษตรกรผู้ใช้โดยตรง ผู้รับจ้างฉีดพ่นสารเคมี  และยังปนเปื้อนไปยังสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ผลผลิตทางการเกษตร ส่งต่อไปยังห่วงโซ่อาหาร ก่ออันตรายต่อผู้บริโภค นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจากการสัมผัสสารเคมีอันตรายโดยตรง และเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ มากขึ้นทุกปี  อีกทั้งมีไม่น้อยกว่า ๕๘ ประเทศ ที่ประกาศยกเลิกการใช้  การผลิต การจำหน่าย สารเคมีอันตรายดังกล่าวไปแล้ว
๒. จากสถิติพบว่า มีปริมาณการสั่งสารเคมีเหล่านี้มาใช้ภาคการเกษตรมากขึ้นทุกปี แต่ผลผลิตภาคการเกษตรกลับไม่ได้เพิ่มตาม  เกษตรกรไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น  แต่กลับเป็นหนี้มากขึ้น และป่วยมากขึ้น  จึงเป็นตัวชี้วัดได้ว่า  หากยกเลิกการใช้แล้วจะไม่ส่งผลต่อเกษตรกร หรือไม่ได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง  แต่จะทำให้เกษตรกรได้รับสารเคมีการเกษตรลดลง  และมีสุขภาพที่ดีขึ้น  
๓.  การแบนสารเคมีอันตรายทั้ง ๓ ชนิด นี้  ภาคประชาชนมีเจตนาเพื่อการลดละเลิกการใช้สารเคมีภาคการเกษตร  ไม่ต้องการให้มีการนำสารเคมีชนิดอื่นมาใช้ทดแทน  ดังนั้น การบริหารจัดการของรัฐ  จึงควรมุ่งส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรไม่ใช้สารเคมี เพื่อให้ผลผลิตการเกษตรมีคุณภาพ ปลอดภัย ต่อเกษตรกร ผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม  และเป็นที่ต้องการของตลาดในอนาคต  เป็นสำคัญ  ซึ่งเกษตรอินทรีย์เป็นระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทำได้ไม่ยาก  หากทำอย่างจริงจังต่อเนื่อง จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน  เพิ่มผลผลิต ผู้บริโภคปลอดภัย และสามารถพัฒนาให้ประเทศไทยกลายเป็น “ครัวโลก” ได้อย่างเป็นรูปธรรม 

ดังนั้น  ที่ประชุมเวทีเสวนาฯ  จึงมีความเห็นร่วมกันว่า  ขอขอบคุณรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ ที่มีมติแบนสารเคมีอันตราย ๓ ชนิดนี้  โดยส่งเป็นหนังสือขอให้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย กระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณาเห็นชอบเรื่องดังกล่าว และพิจารณาประกาศให้ “พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส”   เป็นสารเคมีอันตราย ประเภท ๔  ที่ห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครอง  ตามระเบียบขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป   ดร.นิรุจน์กล่าว  และเพิ่มเติมว่า  เครือข่ายภาคประชาชนและเกษตรกรชาวอีสาน ๓๘ องค์กร  จึงได้ยื่นข้อเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายแบนสารเคมีอันตราย ๓ ชนิด เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพคนไทยและสิ่งแวดล้อมของประเทศ และขอให้ใช้วิธีลงคะแนนแบบเปิดเผยเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ในการประชุมฯ พิจารณา ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๒ นี้  ทั้งนี้  เครือข่ายภาคประชาชนทั้ง ๖๘๖ องค์กรทั่วประเทศ  จะติดตามผลการดำเนินงานดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องต่อไป  
 https://www.csitereport.com/#!/newsfeed


ข่าวสารอื่นๆ