คางทูม...โรคใกล้ตัวที่ป้องกันได้
รู้ทันอาการ หยุดการแพร่เชื้อ เพื่อปกป้องคนรอบข้าง
สถานการณ์โรคคางทูม (Mumps) ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) 1 มกราคม - 22 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทย พบผู้ป่วยสงสัยสะสม 1,023 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต เขตสุขภาพที่ 6 พบผู้ป่วยสงสัยสะสม 95 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต
คางทูม (Mumps) เกิดจากไวรัสคางทูม (Mumps virus) ติดต่อง่ายผ่านสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ เช่น น้ำลายและน้ำมูก จากการไอ จาม พูดคุยในระยะใกล้ รวมถึงการใช้สิ่งของ ส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน หรือผ้าเช็ดหน้า พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถป่วยได้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน หรือไม่เคยป่วยมาก่อน สถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ได้แก่ โรงเรียน มหาวิทยาลัย หอพัก ค่ายทหาร ชุมชนแออัด หรือสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันอย่างใกล้ชิดอาการที่สังเกตได้ชัด คือ ต่อมน้ำลายบริเวณข้างหูเจ็บและบวม อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปากแห้ง เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ เหนื่อยล้า และอ่อนเพลีย มีระยะฟักตัวประมาณ 12–25 วันหลังได้รับเชื้อ และสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2 วันก่อนเริ่มมีอาการบวม จนถึง 5 วันหลังเริ่มมีอาการบวม ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ อัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ ตับอ่อนอักเสบ และการสูญเสียการได้ยิน หากมีอาการเข้าได้กับโรคคางทูมควรรีบ พบแพทย์ แยกตัวจากผู้อื่น ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อน และหลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง
การป้องกันโรค
- รับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ให้ครบตามเกณฑ์
- ล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นประจำ
- ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น
- สวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วย และปิดปากปิดจมูกทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม
- หยุดเรียนหรือหยุดงานอย่างน้อย 5 วัน หลังเริ่มมีอาการบวม และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่สาธารณะ เพื่อลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
คำแนะนำจาก สคร.6 ชลบุรี
คางทูมป้องกันได้ เริ่มต้นที่การรับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ (ฉีดวัคซีนเข็มรวม MMR 2 เข็ม ที่อายุ 9 เดือน และ 1 ปี 6 เดือน ในผู้ใหญ่เป็นวัคซีนทางเลือก ปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน) หากมีอาการต่อมน้ำลายบริเวณข้างหูเจ็บและบวมควรรีบพบแพทย์ แยกตัวจากผู้อื่น และหยุดเรียนหรือหยุดงานอย่างน้อย 5 วันหลังเริ่มมีอาการบวม เพื่อช่วยหยุดการแพร่เชื้อ และปกป้องคนที่ เรารักและคนรอบข้าง
อ้างอิงข้อมูลจาก กองระบาดวิทยา/กองโรคติดต่อทั่วไป