สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา
Responsive image

สคร.9 เตือน เกษตรกร ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่สัมผัสดินหรือน้ำเป็นเวลานาน เสี่ยงโรคไข้ดิน แนะสวมอุปกรณ์ป้องกันทุกครั้งเมื่อลุยน้ำ

 

สคร.9 เตือน เกษตรกร ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่สัมผัสดินหรือน้ำเป็นเวลานาน

เสี่ยงโรคไข้ดิน แนะสวมอุปกรณ์ป้องกันทุกครั้งเมื่อลุยน้ำ

 

               ในช่วงนี้พบผู้ป่วยโรคไข้ดิน หรือโรคเมลิออยด์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เกษตรกร ผู้ทำงานสัมผัสกับดินและน้ำเป็นเวลานาน รวมทั้งผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ไม่ควรเดินลุยน้ำด้วยเท้าเปล่าหรือแช่น้ำนาน หรือมีบาดแผลตามร่างกาย เพราะอาจติดเชื้อโรคไข้ดินได้ หากเลี่ยงไม่ได้ ควรปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ สวมรองเท้าบูท สวมถุงมือยาง และกางเกงขายาวเพื่อป้องกัน เมื่อเสร็จภารกิจให้รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที และสังเกตอาการของตนเองหากมีไข้สูงติดต่อกัน ควรรีบไปพบแพทย์  

               นายแพทย์สายลักษณ์ พิมพ์เกาะ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา กล่าวถึงโรคไข้ดิน หรือโรคเมลิออยด์ว่า เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เบอร์โคเดอเรีย สูโดมัลลิอาย พบได้ทั่วไปในดิน ในน้ำ นาข้าว ท้องไร่ สวนยาง ทั่วทุกภาคในประเทศไทย ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่ทำงานสัมผัสดินและน้ำเป็นประจำ เช่น เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ผู้ปลูกผัก ผู้ทำสวนยาง ผู้จับปลา และผู้ที่ต้องลุยน้ำหรือลุยโคลนเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคธาลัสซีเมีย โรคมะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และผู้สูงอายุ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงจากโรคไข้ดินมากกว่าคนทั่วไป เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางผิวหนังแม้ไม่มีบาดแผลหรือรอยขีดข่วน โดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสดินหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเป็นเวลานาน เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1. การสัมผัสโดยตรงกับดินหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค 2. การดื่มน้ำที่ไม่สะอาด การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือการสำลักน้ำที่มีเชื้อเข้าสู่ร่างกาย 3. การสูดดมฝุ่นละอองจากดินที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ หลังติดเชื้อประมาณ 1-21 วันจะเริ่มมีอาการเจ็บป่วย แต่บางรายอาจนานเป็นปี อาการของโรคนี้ไม่มีลักษณะเฉพาะ โดยอาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้สูง มีแผลหรือฝีที่ผิวหนังหรือมีฝีในอวัยวะภายใน เช่น ตับ ม้าม ปอด และปอด หากมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรงอาจเสียชีวิตได้

               นายแพทย์สายลักษณ์ พิมพ์เกาะ กล่าวต่อไปว่า ในการป้องกันโรคไข้ดิน หรือโรคเมลิออยด์ ควรปฏิบัติตน ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำโดยตรง หากต้องสัมผัสดินหรือน้ำ ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน ได้แก่ รองเท้าบูท ถุงมือยาง กางเกงขายาว หรือ ชุดลุยน้ำ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำการเกษตร จับปลา ลุยน้ำ ลุยโคลน
  2. หากมีบาดแผล ควรดูแลแผลให้สะอาดและปิดพลาสเตอร์กันน้ำ
  3. หลังสัมผัสดินหรือน้ำ ต้องทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดและฟอกสบู่ทันที และหากมีบาดแผลที่ผิวหนัง รีบทำแผลด้วยยาฆ่าเชื้อ ไม่ใส่ดินหรือสมุนไพรใดๆ ลงบนแผล และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะหายสนิท
  4. หากดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น น้ำบาดาล น้ำฝน ต้องต้มสุกก่อนบริโภค
  5. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง และลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำลายสุขภาพ เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ทั้งนี้ หากมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการเดินลุยน้ำให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อที่แพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัยและรักษาทันทีตามอาการและความรุนแรงของโรค

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

 

 

 

ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม : เอกสาร

ข่าวสารอื่นๆ